Genesis

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปิดประตูเจ๊ง

     ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์แทบทุกคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นแห่งนี้ หวังจะเป็นเทรดเดอร์ชั้นเซียนที่สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะตลาดกันทั้งนั้น แต่คำถามที่ผมเชื่อว่าทุกคนสงสัยก็คือ
      เคล็ดลับการก้าวจากเทรดเดอร์ทั่วไปสู่การเป็นเทรดเดอร์ชั้นเซียนคืออะไรกัน ?
   จากประสบการณ์และการศึกษาของผม ผมพบว่าสิ่งแรกที่เทรดเดอร์ชั้นเซียนให้ความสนใจที่สุด
ก็คือ “การรักษาเงินต้น" เพราะ พวกเขาคิดว่า “ตราบใดที่เงินต้นยังอยู่ โอกาสทำกำไรย่อมมีมาเสมอ"

สำคัญที่การรักษาเงินต้น

    เมื่อเหล่าเทรดเดอร์ชั้นเซียนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "การรักษาเงินต้น" เป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่พวกเขาคิดถึง นั่นแปลว่า การปิดประตูเจ๊งให้กับพอร์ตการลงทุนของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราก็ต้องคำนึงถึงเช่นกัน
   บทความนี้ผมจะบอกเคล็ดลับการปิดประตูเจ๊งให้กับพอร์ตการลงทุนของเราให้ทุกท่านทราบกันครับ
    Risk of Ruin ผมขอแปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า “โอกาสเจ๊ง” เป็นสิ่งที่อธิบายการปิดประตูเจ๊งได้ดีที่สุด เพราะ เป็นสมการในทางสถิติที่ทำให้เราเห็นภาพของตัวแปรสำคัญ ๆ ที่มีผลต่อพอร์ตการลงทุนของเรา สมการ Risk of Ruin มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ครับ
Investmentory01
โดย     % Win    คือ  จำนวนครั้งที่เทรดแล้วชนะ
            % Loss   คือ  จำนวนครั้งที่เทรดแล้วแพ้
            Unit         คือ  จำนวนครั้งที่เสี่ยงได้ทั้งหมด (เสียติดกันกี่ครั้งถึงเจ๊ง)
ถ้า งง เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ
นาย A อยากรู้ว่าที่ผ่านมากลยุทธ์ที่เทรดไปมีโอกาสเจ๊งไหม
นาย A บันทึกได้ว่า ตัวเองเทรดไปแล้ว 100 ครั้ง ชนะไป 56 ครั้ง แพ้ไป 44 ครั้ง
เวลาเทรดแพ้เสียครั้งละ 20% ของพอร์ต (แพ้ได้ทั้งหมด 5 ครั้ง)
นาย A เอาสิ่งที่จดบันทึกมาแทนในสูตรด้านบนได้ดังนี้
Investmentory02
Risk of Ruin ของ นาย A ได้ 30% แปลว่า “โอกาสที่พอร์ตนาย A จะเจ๊งมีอยู่ 30%” ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มากแค่ 30% เอง แต่ถ้าเราจะก้าวไปเป็นเทรดเดอร์ชั้นเซียนสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “การรักษาเงินต้น” อย่างที่กล่าวไปตอนต้นจริงไหมครับ!! นั่นแปลว่า เราต้องทำให้ โอกาสที่พอร์ตจะเจ๊ง เป็น 0 พูดง่าย ๆ คือ ปิดประตูเจ๊งไปเลย
คำถามสำคัญก็คือ แล้วเราต้องทำอะไรบ้าง จึงจะปิดประตูเจ๊งให้กับพอร์ตได้ ?
   เราจะมาวิเคราะห์สมการ Risk of Ruin กัน สมการนี้มีตัวแปรหลัก ๆ ด้วยกัน 3 ตัว คือ %Win, %Loss และ Unit สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เพิ่ม %Win ลด %Loss 2 สิ่งนี้จะขึ้นกับกลยุทธ์ที่ใช้และวินัยของเราครับ สิ่งที่ทำได้อีกอย่างคือ การเพิ่มจำนวน Unit (ลดจำนวนเงินที่เทรดเสียในแต่ละครั้ง) ถ้ายังไม่เข้าใจที่ผมอธิบายเราไปดูตัวอย่างกันอีกครั้งครับ
  หลังจาก นาย A รู้ว่ากลยุทธ์ที่ตัวเองใช้มาตลอดนั้นมีโอกาสทำให้พอร์ตเจ๊งสูง
  นาย A จึงกลับตัวกลับใจ ปรับปรุงการเทรดของตนเอง ให้เทรดได้ปลอดภัยไม่ต้องล้างพอร์ต
   นาย A บันทึกได้ว่า หลังจากเทรดผ่านไป 100 ครั้ง ตนเองยังคงชนะได้ 56 ครั้ง แพ้ไป 44 ครั้งเช่นเดิม (ใช้กลยุทธ์การเทรดแบบเดิม) แต่เวลาเทรดเสียแต่ละครั้ง นาย A เสียครั้งละ 5% ของพอร์ตเท่านั้น (เดิมเสียครั้งละ 20%) เมื่อนำสิ่งที่นาย A บันทึกไว้มาแทนในสมการเพื่อหา “โอกาสที่พอร์ตจะเจ๊ง” จะได้
Investmentory03
    จาก Risk of Ruin ที่ได้จากการปรับปรุงกลยุทธ์การเทรด ตอนนี้ นาย A ปิดประตูเจ๊งของพอร์ตเรียบร้อยแล้ว  นาย A แค่ลดการเสียในการเทรดแต่ละครั้งเท่านั้น (เพิ่ม Unit) ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายมากและทำได้ทันที
    แต่สมการนี้เป็นเพียงค่าทางสถิติที่แสดงให้เห็นปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสเจ๊งของพอร์ตเรา เพื่อให้เราได้เข้าใจปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ในสถานการณ์จริงยังมีปัจจัยเรื่องของอารมณ์และสถานการณ์ของตลาดมาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การฝึกฝนและวินัยของเราจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
    หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์ก้าวไปเป็นเทรดเดอร์ชั้นเซียนได้เร็วขึ้นอีก 1 ก้าวนะครับ สุดท้ายผมขออวยพรให้ทุกท่านที่ตั้งใจและฝึกฝนอย่างหนักได้เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพตามที่ตั้งใจไว้ครับ

ขอบคุณแห่งข้อมูล : http://www.finnomena.com/investmentory/investor-oasis/2016/03/11/10/trader-first-step/

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Bitcoin คืออะไร

       สามารถฝากให้ขุด Bitcoin ได้โดยไม่ต้องลงโปรแกรม Mining ในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เสียเวลาเสียค่าไฟฟ้าและเสียเวลามาซ่อมเวลาคอมพิวเตอร์พัง...โดยฝากขุดได้ที่  .....
กด Link นี้ได้เลย เพื่อฝากให้ขุด https://www.genesis-mining.com/a/110621
จะมีค่าใช้จ่ายตามสเป็คหรือความแรงที่เรากำหนด...แรงมากขุดได้มากครับ..เลือกเอาที่สบายใจเลยครับ

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Asset Allocation...เราควรรู้ไว้เพื่อการลงทุน

      การที่เราจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรช่วงเวลาไหน เราควรรู้ six stages of business cycle คือ วัฐจักรของ ธุรกิจหรือของประเทศนั้นๆว่าอยู่ใน stages ไหนและเราควรลงทุนอะไรในประเทศนั้นๆ ทำให้เราเห็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศและโลก มาดูภาพกันครับ เพื่อความเข้าใจมากขึ้น


























     จากภาพจะเห็นว่าข่าวการที่สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย ถ้าขึ้นได้จริง เราไม่ควรกล้วว่าหุ้นจะตกนะครับ เพราะดูจาก six stages of business cycle แล้ว "สหรัฐขึ้นดอกเบี้ยจริง" แสดงว่าสหรัฐน่าจะเข้ามาอยู้ใน stage 4 แล้วแสดงว่าทุกอย่างกำลังจะดี หุ้นจะขึ้นไปอีกนานพอสมควรเลยละครับ ...พอเอา stage 5 เราก็ขายหุ้น มาเริ่มเก็บสินค้าโภคภัณฑ์ ( Commodity ) แทน..

    ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ

     Martin J. Pring ผู้แต่งหนังสือ The Six Stages of Business Cycle เริ่มเข้าวงการการเงินตั้งแต่ 1969 ก่อตั้งองค์กรให้บริการวิจัยแก่สถาบันการเงินและนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก รวมทั้งหนังสือที่แนะนำวิเคราะห์การลงทุนทางเทคนิคที่แปลมากกว่า 10 ภาษา ปัจจุบันการวิจัยของเขาได้พัฒนาสู่การเป็นของตัวชี้วัดทางการเงินและเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือในการพิจารณาเลือกการลงทุน โดยเขาได้แบ่ง สินทรัพย์เพื่อการลงทุน 3 กลุ่ม ได้แก่ พันธบัตร , หลักทรัพย์ และ สินค้าโภคภัณฑ์ ตามรอบ ภาวะเศรษฐกิจ 6 กลุ่ม ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย,ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสุด ,ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว ,ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว , ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ตามแผนภาพ ดังนี้ Source : Figure 2-4 The six stage of a typical business cycle, Analysis Explained Fourth Edition By Martin J. Pring  


     

 Stage 1 : ภาวะเศรษฐกิจถดถอย “ลงทุนพันธบัตร” มีการเติบโตเศรษฐกิจลดลง ภาวะการค้าเริ่มซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายเริ่มลดการผลิตลง อาจตามมาด้วยการลดต้นทุน เช่น ลดทรัพยากรในการผลิต เลิกจ้างแรงงาน เป็นต้น ประชาชนภาพรวมมีอำนาจซื้อลดน้อยลง การลงทุนที่เหมาสมจะเป็นการลงทุน “พันธบัตร” เพราะมี รัฐบาลค้ำประกัน จึงมี ความปลอดภัยมากที่สุดและให้ผลตอบแทนดีที่สุด หากประสงค์ลงทุนหลักทรัพย์ ควรลงทุนในกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร เป็นต้น 


Stage 2 : ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสุด “ลงทุนหลักทรัพย์” เป็นภาวะเมฆหมอกดำปกคลุม มองไม่เห็นโอกาศ ไม่มีสภาพคล่องการค้าการขาย ธุรกิจอาจเกิดปัญหาสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก เกิดภาวะการว่างงานกระจายตัวไปทั่ว ประชาชนจึงไม่ค่อยมีกำลังซื้อเพราะมีรายได้ลดลง การลงทุนที่เหมาสมจะเป็นการลงทุน “หลักทรัพย์” เพราะจะซื้อได้ใน ราคาต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง เน้นหุ้นกลุ่มชี้นำการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มหลักทรัพย์ หรือ กลุ่มสินค้าบริโภค เช่น รถยนต์ ,เครื่องใช้ไฟฟ้า , อสังหา ,วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น 


Stage 3 : ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว “ลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์” ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปเริ่มดีขึ้น ราคาสินค้าเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น การคาดคะเนกำไรขอผู้ประกอบการเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ธนาคารและสถาบันการเงินโดยรวม เริ่มปล่อยสินเชื่อ เพื่อกระตุ้นการผลิตและการลงทุนของผู้ประกอบการ จังหวะนี้ สามารถเริ่มเข้าลงทุนใน “สินค้าโภคภัณฑ์” เช่น ทองคำ เป็นต้น เพราะ สินค้าโภคภัณฑ์มักปรับตัวก่อนภาวะเศรษฐกิจจริงจาก การคาดการณ์สภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ หากประสงค์ลงทุนในหลักทรัพย์ ควรเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี หรือหุ้นกลุ่มวัฎจักร (Cyclical stocks) 


Stage4 : ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว “ลงทุนหลักทรัพย์” บรรยากาศดีทั่วตลาด ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการลงทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้การลงทุนมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว การจ้างงานเพิ่มขึ้นมาก มีสภาพคล่องด้านการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการ เศรษฐกิจจะมีการเจริญเติบโตในอัตราสูง จังหวะนี้ การลงทุน “หลักทรัพย์” และ “สินค้าโภคภัณฑ์” จะอยู่ในภาวะคึกคัก และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีกว่าพันธบัตร ลงทุนได้ในหุ้นทุกกลุ่มที่มีพื้นฐานดี และหุ้นกลุ่มวัฎจักร (Cyclical stocks) 


Stage 5 : ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง “เลือกถือหลักทรัพย์บางตัว” ผู้บริโภคที่มีกำลังอำนาจซื้อสูง เป็นช่วงที่มีการจ้างงานอย่างเต็มที่ แรงงานสามารถจะเลือกงานและเรียกร้องค่าจ้างได้ตามที่ต้องการ มีสภาพคล่องการค้าขายการจับจ่ายบริโภคและการท่องเที่ยวสูงสุด สินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจนอาจจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ช่วงเวลานี้ จะเป็นจุด Peak ของตลาดหลักทรัพย์ที่เต็มไปด้วยความโลภและความประมาท แนะนำว่า ควรขายทำกำไรหุ้นบางตัว และเลือกถือหุ้นบางประเภท “หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐาน” เช่น น้ำมัน , “หุ้นกลุ่มวัถุดิบ” ที่ได้รับประโยชน์จากการผลิต และ “หุ้นกลุ่มวัฎจักร (Cyclical stocks)” 


Stage 6 : ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว “ถือเงินสด” เป็นภาวะเศรษฐกิจเงินเฟ้อ จากการลงทุนการบริโภคเกินกำลังการผลิตของประเทศ GDPประเทศไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง ผู้ประกอบการลดความมั่นใจในการลงทุน ประกอบกับต้นทุนการผลิตโดยรวมที่สูงขึ้นจากภาวะการแข่งขัน สิ่งที่ตามมา อาจเกิดการลดการกำลังการผลิตและอัตราแรงงาน ส่องให้เกิดสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวโดยทั่วไป จังหวะนี้ ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในแต่ละสินทรัพย์หมดรอบแล้ว และเริ่มเป็นแนวโน้มขาลง แนะนำว่าควรขายทำกำไร และ “ถือเงินสด” แทน เพื่อรอดูการแก้ไขสถานการณ์ของรัฐบาล โดยเริ่มต้นใหม่ที่ Stage 1 อีกครั้ง


อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com